ปัญหาหน้าหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่เพิ่มขึ้นตามวัยเป็นสิ่งที่ใครหลายคนกังวลใจ ปัจจุบันเทคโนโลยีการยกกระชับผิวพัฒนาไปไกลมากจนไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรมเสมอไป โดยเฉพาะสองนวัตกรรมยอดฮิตอย่าง Oligio vs Ulthera ที่มักจะถูกหยิบมาเปรียบเทียบกันบ่อยครั้งว่าเครื่องไหนดีกว่ากัน หรือเครื่องไหนที่เหมาะกับสภาพผิวของเรามากที่สุด บทความนี้ Dr. Bank Clinic จะพาไปเจาะลึกทุกประเด็นเพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกัน
Oligio คืออะไร
Oligio คือเทคโนโลยีการยกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) จากประเทศเกาหลี ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในด้วยการส่งพลังงานความร้อนลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ โดยจุดเด่นอยู่ที่ความนุ่มนวลและระบบ Cooling System ที่ช่วยปลอบประโลมผิวขณะทำ
Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) ให้ดูแน่น กระชับและเรียบเนียนขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง พลังงานจะช่วยจัดเรียงตัวของคอลลาเจนให้เป็นระเบียบ ส่งผลให้ผิวดูอิ่มฟูและรูขุมขนเล็กลง
- ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยในระดับตื้น
- ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines) บนใบหน้าและรอบดวงตา
- ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน กระชับรูขุมขน
- ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดี มีความยืดหยุ่น (Skin Elasticity)
- สลายไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มและเหนียงได้เล็กน้อย
Ulthera คืออะไร
Ulthera คือเทคโนโลยีการยกกระชับที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ทำให้สามารถยกผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาตึงกระชับได้โดยไม่ต้องใช้เข็ม
Ulthera ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
โดดเด่นมากในเรื่องการปรับรูปหน้าและการยกกระชับผิวที่คล้อยลงมาให้กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พลังงานที่ลงลึกจะทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อชั้นลึก ส่งผลให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ยกกระชับผิวหน้าและลำคอที่หย่อนคล้อยอย่างเห็นผล
- ปรับรูปหน้าให้ V-Shape และเก็บกรอบหน้า (Jawline) ให้ชัดเจน
- ยกคิ้วและยกหางตาที่ตกให้ดูเปิดกว้างและสดใสขึ้น
- ลดปัญหาคางสองชั้นหรือเหนียงอย่างมีประสิทธิภาพ
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวที่ลึกที่สุด
เปรียบเทียบชัด ๆ Oligio vs Ulthera ต่างกันอย่างไร?
แม้ว่าทั้งสองเครื่องจะช่วยเรื่องความงามเหมือนกัน แต่หลักการทำงานและเป้าหมายนั้นต่างกันพอสมควร หากจะให้สรุปสั้น ๆ สามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | โปรแกรม Oligio | โปรแกรม Ulthera |
| เทคโนโลยี | Monopolar RF (คลื่นวิทยุ) | Focused Ultrasound (คลื่นเสียง) |
| ระดับความลึก | ชั้นหนังแท้ (Dermis) | ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ผ่าตัดดึงหน้า) |
| จุดเด่น | ผิวแน่น รูขุมขนกระชับ งานผิวละเอียด | ยกหน้า ปรับรูปหน้า กรอบหน้าชัด |
| ความเจ็บ | เจ็บน้อย มีระบบพ่นความเย็นช่วย | เจ็บปานกลาง (รู้สึกตึงๆ จี๊ดๆ ใต้ผิว) |
| ระยะเวลาผลลัพธ์ | 6 – 12 เดือน | 12 – 18 เดือน |
Oligio เหมาะกับใครบ้าง
Oligio เหมาะสำหรับคนที่เริ่มมีปัญหาผิวในระยะเริ่มต้น หรือต้องการเน้นงานผิวที่ดูสุขภาพดีเป็นหลัก เช่น
- คนที่มีผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย (Mild Laxity)
- คนที่มีผิวบาง ผิวไม่อิ่มฟู หรือรูขุมขนกว้าง
- คนที่ต้องการดูแลผิวแต่กลัวความเจ็บ
- คนที่ต้องการผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปและดูเป็นธรรมชาติ
- คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวรอบดวงตาให้ดูสดใสขึ้น
Ulthera เหมาะกับใครบ้าง
Ulthera เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยชัดเจน และต้องการผลลัพธ์การยกกระชับที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าอย่างชัดเจน เช่น
- คนที่มีปัญหาหน้าหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก
- คนที่มีเหนียง คอหย่อน หรือกรอบหน้าไม่ชัด
- คนที่มีปัญหาคิ้วตก หนังตาตก
- คนที่ต้องการรักษาเพียงปีละ 1 ครั้ง และหวังผลลัพธ์ที่ยาวนาน
- คนที่ต้องการยกกระชับใบหน้า โดยไม่ต้องทำศัลยกรรม
วิธีเลือกทำ Oligio หรือ Ulthera ให้เหมาะกับคุณ
การเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาผิวที่คุณมี เพื่อให้การลงทุนกับความงามครั้งนี้คุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อนหรือเสียเวลาไปกับผลลัพธ์ที่ไม่ตรงจุด ถ้าหากคุณอยากรู้ว่าคุณควรจะเลือกมทำหัตถการไหนดี ลองพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ได้เลย

วิเคราะห์สภาพผิวและปัญหา
ต้องดูว่าปัญหาหลักของเราคืออะไร ถ้าส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวดูเหี่ยว ไม่สดใส รูขุมขนกว้าง การทำ Oligio จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าย้อยฃ กรอบหน้าหาย มีเหนียงเยอะ Ulthera จะให้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดมากกว่า
งบประมาณและเวลาที่ต้องใช้
Ulthera มักจะมีราคาสูงกว่าต่อการทำหนึ่งครั้ง แต่ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าในขณะที่ Oligio ราคาจะย่อมเยาลงมา แต่อาจจะต้องกลับมาทำซ้ำบ่อยกว่าเล็กน้อยเพื่อให้ผิวคงความแน่นอยู่เสมอ
ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม
สภาพผิวของแต่ละคนมีความหนาชั้นไขมันและโครงสร้างกระดูกที่ต่างกัน การให้แพทย์ช่วยประเมินจะช่วยให้เลือกใช้พลังงานและจำนวนช็อตได้อย่างแม่นยำ บางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ทำร่วมกัน (Combination Therapy) เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
รีวิวโปรแกรมยกกระชับผิว Oligio ที่ Dr. Bank Clinic


ที่ Dr. Bank Clinic เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัญหาผิวรายบุคคล การทำ Oligio ที่นี่จะไม่ใช่แค่การวนเครื่องไปตามหน้า แต่แพทย์จะเน้นในจุดที่ผิวขาดความยืดหยุ่น เช่น บริเวณแก้มที่เริ่มคล้อยหรือรอบดวงตา เพื่อให้ผิวกลับมาดูฉ่ำวาวและเนียนกระชับเหมือนผิวเด็กอีกครั้ง
รีวิวโปรแกรมยกกระชับผิว Ulthera ที่ Dr. Bank Clinic
สำหรับการทำ Ulthera เราใช้เครื่องแท้ที่ได้มาตรฐาน แพทย์ผู้ชำนาญการจะมีการวางแผนการรักษาอย่างละเอียดเพื่อให้พลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ในจุดที่ต้องการยกจริง ๆ ผู้รับบริการส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ถึงกรอบวันที่ชัดขึ้นทันทีหลังทำ และจะยิ่งเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 3 เดือนหลังจากนั้น


สรุปบทความ
ไม่มีคำตอบตายตัวว่า เครื่องไหนดีกว่ากัน เพราะ Oligio vs Ulthera ต่างก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป หากโจทย์ของคุณคือการฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส แน่นเด้งและต้องการงานผิวที่ละเอียดอ่อนเหมือนย้อนวัยให้ผิวชั้นบน Oligio คือคำตอบที่ใช่ แต่ถ้าเป้าหมายคือการสู้กับแรงโน้มถ่วง อยากงัดหน้าที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับและปรับรูปหน้าให้คมชัด Ulthera จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างทรงพลัง การเข้าใจความต้องการของผิวตัวเองและเลือกสิ่งที่ตรงจุดที่สุด จะช่วยให้คุณมีใบหน้าที่ดูดีและมั่นใจในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Oligio vs Ulthera อันไหนเจ็บน้อยกว่ากัน?
Oligio จะเจ็บน้อยกว่า เพราะมีระบบ Cooling Intelligent ที่คอยพ่นความเย็นออกมาปกป้องผิวชั้นบน ในขณะที่ Ulthera จะมีความรู้สึกตึง ๆ หรือจี๊ด ๆ ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ แต่ทั้งนี้สามารถทายาชาเพื่อช่วยบรรเทาได้
สามารถทำ Oligio และ Ulthera ร่วมกันได้หรือไม่?
สามารถทำร่วมกันได้และเป็นที่นิยมอย่างมาก เรียกว่าการทำ Double Lifting โดย Ulthera จะเข้าไปยกโครงสร้างผิวชั้นลึก (SMAS) ส่วน Oligio จะเข้ามาเก็บรายละเอียดงานผิวชั้นบนให้กระชับและเนียนใส เป็นการดูแลผิวแบบ Full Option ในครั้งเดียว
หลังทำมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ทั้งสองหัตถการไม่ต้องพักฟื้น หลังทำอาจมีอาการรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองภายใน 1 – 2 ชั่วโมง หรือบางรายอาจมีอาการระบมใต้ผิวเล็กน้อยประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ สำหรับ Ulthera ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ




